
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กรุงสาวัตถี มีบุตรเศรษฐีผู้หนึ่งนามว่า สุนักขัตตะ เขาเป็นผู้ที่ร่ำรวยและมีรูปงาม มีทรัพย์สินเงินทองมากมายเหลือคณา แต่ทว่า สุนักขัตตะกลับเป็นคนที่มีความเห็นผิด มีความยึดมั่นในอัตตาของตนเองอย่างแรงกล้า เขาเชื่อว่าตนเองนั้นเหนือกว่าผู้อื่น และไม่เคยเห็นหัวใคร
วันหนึ่ง ขณะที่พระโพธิสัตว์ทรงดำรงเป็นพระพุทธเจ้า ได้เสด็จออกโปรดสัตว์ ณ กรุงสาวัตถี สุนักขัตตะได้ยินกิตติศัพท์ของพระพุทธเจ้า จึงเกิดความสงสัยและอยากจะไปพิสูจน์ด้วยตนเอง แต่ก็ด้วยความถือตัว เขาจึงไม่ได้ไปเข้าเฝ้าด้วยความเคารพ
เมื่อสุนักขัตตะมาถึงที่ประทับของพระพุทธเจ้า เขาก็ยืนอยู่ห่างๆ ด้วยท่าทีอันเย่อหยิ่ง แล้วตะโกนถามพระพุทธเจ้าว่า “ท่านศาสดา ท่านอ้างว่าท่านเป็นผู้รู้ ผู้เห็นแจ้ง แล้วท่านรู้เห็นสิ่งใดบ้างเล่า? ท่านได้เห็นพระเจ้าผู้สร้างโลกจริงหรือ? หากท่านเห็นจริง เหตุใดท่านจึงปล่อยให้โลกนี้มีความทุกข์ยากและความเดือดร้อนมากมายเช่นนี้?”
เหล่าพุทธศาสนิกชนที่อยู่ในบริเวณนั้น ต่างก็พากันตกตะลึงในคำถามอันท้าทายของสุนักขัตตะ บางคนก็ไม่พอใจในท่าทีอันไม่เคารพของเขา
พระพุทธเจ้าทรงแย้มสรวลเล็กน้อย แล้วตรัสตอบด้วยน้ำเสียงอันสงบ “ดูก่อนสุนักขัตตะ สิ่งที่ท่านถามนั้น เป็นคำถามที่ยิ่งใหญ่ แต่ท่านได้ถามด้วยทิฐิอันผิด และด้วยจิตที่เต็มไปด้วยความยึดมั่นในตนเอง”
สุนักขัตตะไม่ยอมรับ “ข้าไม่เห็นด้วยกับท่าน ข้าเห็นว่าโลกนี้ปราศจากพระเจ้าผู้สร้าง และความทุกข์ยากทั้งหลาย เกิดจากการกระทำของมนุษย์เอง”
พระพุทธเจ้าทรงอดทนต่อคำพูดของสุนักขัตตะ แล้วทรงอธิบายต่อไป “ดูก่อนสุนักขัตตะ หากท่านจะถามถึงพระเจ้าผู้สร้างโลกนั้น เป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินกว่าที่ท่านจะเข้าใจได้ด้วยทิฐิอันคับแคบของท่าน แต่หากท่านถามถึงสาเหตุแห่งความทุกข์ยากในโลกนี้ เราจะบอกท่านว่า ความทุกข์ยากทั้งหลาย ย่อมเกิดจากกิเลสตัณหา อุปาทาน และกรรมของสัตว์ทั้งหลาย”
สุนักขัตตะยังคงไม่ยอมรับ “ข้าไม่เชื่อ ท่านกำลังหลอกลวงผู้คน”
พระพุทธเจ้าทรงทราบว่าสุนักขัตตะนั้น มีความยึดมั่นในทิฐิของตนเองอย่างรุนแรง การจะเปลี่ยนแปลงความคิดของเขาในทันทีนั้นเป็นเรื่องยาก จึงทรงตัดสินใจแสดงธรรมด้วยวิธีอื่น
พระพุทธเจ้าทรงมีพระดำรัสสั่งให้เหล่าสาวก นำผลไม้และสิ่งของต่างๆ ที่ได้จากการบิณฑบาต มาวางไว้ ณ ที่แห่งหนึ่ง แล้วตรัสกับสุนักขัตตะว่า “ดูก่อนสุนักขัตตะ หากท่านคิดว่าท่านนั้นเหนือกว่าผู้อื่น และไม่ต้องการพึ่งพาใคร ท่านลองไปหยิบเอาอาหารเหล่านั้นมาบริโภคเสีย”
สุนักขัตตะด้วยความถือตัว จึงเดินเข้าไปหยิบเอาอาหารเหล่านั้นมา แต่เมื่อเขากำลังจะนำเข้าปาก พลันมีฝูงนกนางแอ่นจำนวนมาก บินลงมาจิกกินอาหารเหล่านั้นไปจนหมดสิ้น
สุนักขัตตะตกใจมาก เขามองไปที่พระพุทธเจ้า “เกิดอะไรขึ้น? อาหารของข้าหายไปหมดแล้ว!”
พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนสุนักขัตตะ ท่านเห็นแล้วใช่ไหมว่า แม้แต่ผลไม้และอาหารที่อยู่ตรงหน้าท่าน ก็ยังไม่เป็นของท่านโดยแท้จริง มันย่อมตกเป็นของผู้อื่นได้เสมอ เช่นเดียวกับทรัพย์สมบัติทั้งหลายในโลกนี้ ก็ย่อมไม่เที่ยง ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย”
พระพุทธเจ้าทรงเทศนาต่อไปว่า “ท่านสุนักขัตตะ ท่านยึดมั่นในอัตตาของท่านมากเกินไป ท่านคิดว่าท่านนั้นสมบูรณ์พร้อมทุกสิ่ง แต่แท้จริงแล้ว ท่านยังขาดปัญญาที่แท้จริง ท่านยังถูกกิเลสครอบงำ ท่านยังไม่เข้าใจความจริงของโลก”
สุนักขัตตะเมื่อได้ฟังดังนั้น ก็เริ่มรู้สึกละอายใจในความเย่อหยิ่งของตนเอง เขาเริ่มตระหนักว่า ตนเองนั้นยังมีความรู้และความเข้าใจที่จำกัด เขาได้เห็นถึงความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง
พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่าสุนักขัตตะเริ่มคลายทิฐิแล้ว จึงทรงแสดงธรรมต่อไป ถึงเรื่องอานิสงส์ของการให้ การเสียสละ และการไม่ยึดมั่นถือมั่น
เมื่อสุนักขัตตะได้ฟังธรรม จนเกิดความเข้าใจอันลึกซึ้ง เขาก็ละทิ้งทิฐิอันผิดของตนเอง และหันมาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เขาได้บริจาคทรัพย์สินของตนเองเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ และได้บำเพ็ญประโยชน์แก่สังคม
หลังจากนั้น สุนักขัตตะก็ได้บำเพ็ญเพียรทางจิต จนได้บรรลุธรรมในที่สุด
— In-Article Ad —
ความยึดมั่นในอัตตา ทิฐิที่ผิด และความเย่อหยิ่ง เป็นอุปสรรคในการเข้าถึงความจริง การยอมรับความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง และการลดทิฐิ ถือเป็นหนทางสู่การบรรลุธรรม
บารมีที่บำเพ็ญ: ปัญญาบารมี, วิริยบารมี
— Ad Space (728x90) —
131เอกนิบาตอังคุตตระชาดกณ แคว้นมคธอันรุ่งเรือง มีเมืองหลวงชื่อราชคฤห์ เป็นนครที่เต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน ท่ามกล...
💡 ความพอเพียงเป็นบ่อเกิดแห่งความสุข
153ทุกนิบาตสิริวิชยชาดกณ เมืองพาราณสี มีเศรษฐีผู้หนึ่งร่ำรวยมหาศาล มีทรัพย์สินเงินทองมากมายจนนับไม่ถ้วน แต่ถึงแ...
💡 ความร่ำรวยที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ปริมาณทรัพย์สิน แต่อยู่ที่จิตใจที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การช่วยเหลือผู้อื่นคือการสร้างบุญกุศลที่ยั่งยืน
138เอกนิบาตมหาโสมชาดกกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กรุงพาราณสีอันรุ่งเรือง มีพระราชาผู้ทรงธรรมนามว่า ‘พระเจ้าพรหมทัต...
💡 การแสวงหาปัญญามีหลายรูปแบบ อย่าด่วนสรุปจากการตีความสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงผิวเผิน
214ทุกนิบาตกุมารชาดก ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยุคที่พระโพธิสัตว์ทรงอุบัติเป็นพระกุมารผู้เปี่ยมด้วยพระปัญญาและความ...
💡 ปัญญาและเหตุผล ย่อมสามารถเอาชนะกำลังและความรุนแรงได้ การใช้วาจาอันสุนทรและการเจรจาอย่างชาญฉลาด เป็นหนทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง
228ทุกนิบาตอุปปาตะชาดก (Uppata Jataka)ณ เมืองสาวัตถีอันรุ่งเรือง ในสมัยพุทธกาล มีหญิงม่ายผู้หนึ่งอาศัยอยู่กับลู...
💡 การไม่ด่วนตัดสินผู้อื่น และการพิจารณาเหตุการณ์อย่างรอบคอบ เป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิต
237ทุกนิบาตสัญชัยชาดก ในป่าหิมพานต์อันไพศาล ณ อาณาจักรแห่งพฤกษาอันร่มรื่น พระโพธิสัตว์ได้เสวยพระชาติเป็น 'สัญชั...
💡 การแสดงความเคารพที่แท้จริง เกิดจากการบำเพ็ญกุศลและการละเว้นจากการเบียดเบียนผู้อื่น.
— Multiplex Ad —